Loading...

“Operational Excellence”

นี่คือคำอธิบายแนวคิด “Operational Excellence” ในภาษาไทย พร้อมรายละเอียดและตัวอย่าง

Operational Excellence คืออะไร?

Operational Excellence (ความเป็นเลิศในการปฏิบัติการ) ไม่ใช่แค่การเป็นผู้นำตลาดหรือการมีผลประกอบการที่ดีในระยะสั้น แต่เป็น “วัฒนธรรมและ mindset ขององค์กรที่มุ่งมั่นที่จะปรับปรุงกระบวนการทำงานทุกด้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าได้อย่างสม่ำเสมอ มีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพสูงที่สุด”

เป้าหมายสูงสุด: ไม่ใช่แค่การ “ทำได้ดี” (Being Good) แต่คือการ “ทำได้ดีอย่างสม่ำเสมอและสามารถทำซ้ำได้” (Being Consistently Great) ในทุกๆ ด้านของการดำเนินงาน


คำแปลและความหมายในภาษาไทย

ในภาษาไทย อาจเรียกได้หลายแบบ:

  • ความเป็นเลิศในการปฏิบัติการ (ใช้บ่อยและเป็นทางการ)
  • ความเป็นเลิศทางการดำเนินงาน
  • มาตรฐานการดำเนินงานชั้นเลิศ
  • การบริหารงานเชิงปฏิบัติอย่างสมบูรณ์แบบ

แนวคิดหลัก: Operational Excellence ไม่ใช่แค่ Efficiency

หลายคนมักเข้าใจว่า Operational Excellence คือการทำให้เร็วขึ้นและประหยัดขึ้น (Efficiency) แต่จริงๆ แล้วมันกว้างกว่ามาก:

  • ประสิทธิภาพ (Efficiency): การทำสิ่งต่างๆ ให้ “ถูกต้อง” (Doing Things Right) เช่น ใช้ทรัพยากรน้อยลง เร็วขึ้น
  • ประสิทธิผล (Effectiveness): การ “ทำในสิ่งที่ถูกต้อง” (Doing the Right Things) เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
  • ความเป็นเลิศในการปฏิบัติการ (Operational Excellence): เป็นการผสมผสานทั้งสองอย่าง พร้อมกับสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้การปรับปรุงนี้เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

หลักการพื้นฐานของ Operational Excellence

1. มุ่งเน้นที่ลูกค้า (Customer Focus)

  • ทุกกระบวนการต้องตอบโจทย์การส่งมอบคุณค่า (Value) ให้ลูกค้าเป็นหลัก
  • ระบุและขจัดกิจกรรมที่ไม่มีคุณค่า (Waste) ในมุมมองของลูกค้า

2. การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement)

  • แนวคิดที่ว่า “ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ เราปรับปรุงได้เสมอ”
  • ใช้กรอบการทำงานเช่น PDCA (Plan-Do-Check-Act) หรือ Kaizen เพื่อแก้ไขปัญหาและปรับปรุงกระบวนการเล็กน้อยอย่างสม่ำเสมอ

3. การเพิ่มคุณค่าและขจัดของเสีย (Value & Waste Elimination)

  • ตามหลักการของ Lean Manufacturing โดยระบุและขจัด “ของเสีย 8 ประเภท” (8 Wastes) ได้แก่
    • Defects (ของเสีย)
    • Overproduction (ผลิตมากเกินไป)
    • Waiting (การรอคอย)
    • Non-utilized talent (ไม่ได้ใช้ความสามารถพนักงาน)
    • Transportation (การขนส่ง)
    • Inventory (สินค้าคงคลัง)
    • Motion (การเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น)
    • Extra-processing (กระบวนการที่เกินความจำเป็น)

4. การจัดการด้วยสายตา (Visual Management)

  • ทำให้ปัญหาหรือสถานะการทำงานมองเห็นได้ทันที
  • ตัวอย่าง: กระดาน Kanban, Andon Cord (สายด่วนหยุดไลน์การผลิต), แดชบอร์ดแสดงผลการทำงานแบบ Real-time

5. มาตรฐานของงาน (Standardized Work)

  • การสร้างขั้นตอนการทำงานที่เป็นมาตรฐานและดีที่สุดในขณะนั้น
  • เหตุผล: ไม่สามารถปรับปรุงกระบวนการที่ไม่มีมาตรฐานได้ เพราะไม่มีฐานให้เปรียบเทียบ

6. การมีส่วนร่วมของพนักงานทุกคน (Employee Empowerment)

  • ให้อำนาจและส่งเสริมให้พนักงานทุกระดับมีส่วนร่วมในการระบุปัญหาและเสนอแนวทางปรับปรุง
  • เพราะพนักงานคือผู้ที่รู้กระบวนการทำงานจริงๆ ดีที่สุด

กรอบการทำงานที่นำไปสู่ Operational Excellence

  • Lean Manufacturing: มุ่งขจัดของเสีย (Waste) เพื่อสร้างคุณค่าให้ลูกค้า
  • Six Sigma: มุ่งลดความผันผวน (Variation) และข้อผิดพลาดในกระบวนการ โดยใช้ข้อมูลและสถิติ
  • Lean Six Sigma: การผสมผสานความแข็งแกร่งของทั้งสองวิธี
  • Total Quality Management (TQM): การจัดการคุณภาพ across both organization

ตัวอย่างการนำไปใช้

1. ในสายการผลิต (Manufacturing)

  • ตัวอย่าง: บริษัท Toyota ที่มีระบบ TPS (Toyota Production System) ซึ่งเป็นต้นแบบของ Lean
  • การปฏิบัติ: ใช้ระบบดึง (Pull System) แทนการผลัก (Push System), ใช้ Kanban เพื่อควบคุมการผลิต, พนักงานทุกคนมีสิทธิ์ดึงสาย Andon เพื่อหยุดไลน์การผลิตเมื่อพบปัญหา

2. ในบริการ (Service Industry)

  • ตัวอย่าง: โรงพยาบาล
  • การปฏิบัติ:
    • ลดเวลารอคอยของคนไข้โดยปรับปรุงกระบวนการจองคิวและการเบี่ยงเบน
    • มาตรฐานเปลี่ยน ขั้นตอนการ sterilize อุปกรณ์การแพทย์เพื่อลดการติดเชื้อ
    • ลดความผิดพลาดในการจ่ายยาด้วยระบบสแกนบาร์โค้ด

3. ในงานฝ่ายบุคคล (HR Function)

  • ตัวอย่าง: กระบวนการสรรหาบุคลากร
  • การปฏิบัติ:
    • ขจัดของเสีย: ลดขั้นตอนการอนุมัติที่ซ้ำซ้อนในกระบวนการสัมภาษณ์
    • มาตรฐานเปลี่ยน สร้างคำถามสัมภาษณ์ที่เป็นมาตรฐานสำหรับตำแหน่งเดียวกัน
    • จัดการด้วยสายตา: ใช้ ATS (Applicant Tracking System) แสดงสถานะผู้สมัครแบบ Real-time
    • ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง: สำรวจความพึงพอใจของผู้สมัครงานและปรับปรุงกระบวนการอย่างสม่ำเสมอ

ประโยชน์ของ Operational Excellence

  • สำหรับลูกค้า: ได้รับสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพสูง สม่ำเสมอ รวดเร็ว และราคาที่เหมาะสม
  • สำหรับพนักงาน: มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย มีระบบ มีประสิทธิภาพ และรู้สึกมีอำนาจในการเปลี่ยนแปลง
  • สำหรับองค์กร:
    • ลดต้นทุน จากการขจัดของเสีย
    • เพิ่มผลิตภาพ (Productivity)
    • เพิ่มคุณภาพ และความพึงพอใจของลูกค้า
    • เพิ่มความยืดหยุ่น ในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด
    • สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ที่ยั่งยืน

สรุป

Operational Excellence ไม่ใช่ “โปรเจกต์” ที่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด แต่คือ “การเดินทางที่ไม่สิ้นสุด (A Journey, Not a Destination)” ไปพร้อมกับการสร้าง “วัฒนธรรม (Culture)” ที่ทุกคนในองค์กรตื่นตัวและมีส่วนร่วมในการหาทางปรับปรุงงานให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

มันคือพื้นฐานที่มั่นคงซึ่งทำให้กลยุทธ์ต่างๆ ของบริษัท รวมถึงกลยุทธ์ด้านคนอย่าง Talent Development และ Technology-Driven HR ประสบความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *